ทัวร์อินเดีย-เส้นทางบุญสังเวชนียสถาน

ทัวร์อินเดีย-เส้นทางบุญสังเวชนียสถาน

พุทธ สังเวชนียสถาน 4 ตำบล

“ดูก่อนอานนท์ สังเว ชนียสถาน 4 ตำบล คือ สถานที่เราตถาคตเจ้าประสูติ 1, สถานที่เราตถาคตเจ้าตรัสรู้ อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ 1, สถานที่เราตถาคตเจ้าแสดงปฐมเทศนาธรรมจักกัปปวัตตนสูตร 1, สถานที่เราตถาคตเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพาน 1, สถานที่ทั้ง 4 ตำบลนี้แล ควรที่พุทธบริษัท คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสกอุบาสิกา ผู้มีความเชื่อความเลื่อมใสในพระตถาคตเจ้า ควรดู (นมัสการ) และควรจะให้เกิดความ สังเว ชทั่วกัน

ดูก่อนอานนท์ ชนทั้งหลายเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ได้เที่ยวจาริกไปยังพุทธ สังเว ชนียสถานเหล่านี้ ด้วยความศรัทธาเลื่อมใส ชนทั้งหลายเหล่านั้น ครั้นกระทำกาลกิริยาลง กายแตกดับจักเข้าสู่สุคติโลกสวรรค์”

*พระพุทธดำรัสเกี่ยวกับ สังเว ชนียสถานทั้ง ๔

 

พระพุทธดำรัสเกี่ยวกับ สังเว ชนียสถาน นี่เองเป็นที่มาของ สังเว ชนียสถาน ๔ แห่งในดินแดนพุทธภูมิ ที่ชาวพุทธทั้งหลายสมควรอย่างยิ่งที่จะไปนมัสการ กราบไหว้ สังเว ชนียสถาน สักครั้งหนึ่งในชีวิต เป็นสิ่งที่ควรจะดู ควรจะได้เห็น ควรจะเกิด สังเว ช (ความสลดใจกระตุ้นเตือนจิตใจให้คิดกระทำแต่สิ่งดีงาม) แก่กุลบุตร กุลธิดา ผู้มีศรัทธา ทัวร์ สังเว ชนียสถาน จัดขึ้นเพื่อนำชาวพุทธไปนมัสการ พุทธ สังเว ชนียสถาน น้อมระลึกถึงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้เป็นที่พึ่งที่ระลึกของพวกเราชาวพุทธทั้งหลาย ในการเดินทางทุก ๆ ครั้งในประเทศอินเดียนั้น จะไม่สุขสบายเหมือนกับประเทศอื่นๆ เส้นทาง สังเว ชนียสถาน ก็เช่นเดียวกัน ตลอดการเดือนทางท่านจะได้เห็นวิถีชีวิตของชาวอินเดีย ในส่วนของพื้นที่ด้อยพัฒนา ชวนให้ สังเว ช ใจ ถึงความไม่แน่นอนของชีวิต คือการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป แม้กระทั่งพระพุทธองค์นั้น ก็ยังมีประสงค์ที่จะปลงอายุสังขาร เสด็จดับขันธปรินิพพาน ให้ชาวพุทธทั้งหลายตระหนักถึง อนิจัง ความไม่จีรังยั่งยืนของสรรพสิ่งทั้งหลาย

เส้นทางการเดินทางแสวงบุญในทัวร์ สังเว ชนียสถานนั้น ประกอบไปด้วย พุทธ สังเว ชนียสถาน 4 ตำบล อันได้แก่

สังเว ชนียสถานแห่งที่ ๑ สังเว ชนียสถานที่ประสูติ

สังเว ชนียสถานแห่งที่ ๑ คือสถานที่ประสูติแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สังเว ชนียสถานแห่งนี้ ปัจจุบันนี้อยู่ในเขตประเทศเนปาล ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศเหนือของประเทศอินเดีย และ สังเว ชนียสถานที่ประสูติ นี้ตั้งอยู่ห่างจากชายแดนอินเดีย-เนปาลประมาณ ๓๒ กิโลเมตร ปัจจุบัน สังเว ชนียสถานแห่งนี้ ภาษาทางราชการเรียกว่า "ลุมมินเด" แต่ชาวบ้านทั่วไปก็ยังเรียกว่า "ลุมพินี" จุดแสวงบุญสำคัญที่ชาวพุทธนิยมไปสักการะใน สังเว ชนียสถาน แห่งนี้ คือ “เสาหินพระเจ้าอโศกมหาราช” ที่ระบุว่าสถานที่นี้เป็นสถานที่ประสูติของเจ้าชายสิทธัตถะ นอกจากนี้ สังเว ชนียสถานแห่งนี้ยังมี “วิหารมายาเทวี” ภายในประดิษฐานภาพหินแกะสลักพระรูปพระนางสิริมหามายาประสูติพระราชโอรส โดยเป็นวิหารเก่ามีอายุร่วมสมัยกับเสาหินพระเจ้าอโศก ปัจจุบัน สังเว ชนียสถาน ที่ประสูติ แห่งนี้ ทางการเนปาลได้สร้างวิหารใหม่ทับวิหารมายาเทวีหลังเก่า และได้ขุดค้นพบศิลาจารึกรูปคล้ายรอยเท้า สันนิษฐานว่าเป็นจารึกรอยเท้าก้าวที่เจ็ดของเจ้าชายสิทธัตถะที่ทรงดำเนินได้ เจ็ดก้าวในวันประสูติ

ในปี พ.ศ. 2540 ลุมพินีวันได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลก ภายใต้ชื่อ “ลุมพินี สถานที่ประสูติของพระพุทธเจ้า” ในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญครั้งที่ 21 ที่เมืองนาโปลี ประเทศอิตาลี อีกด้วย ซึ่ง สังเว ชนียสถาน แห่งนี้คือสถานที่สำคัญจุดหนึ่งของทัวร์ สังเว ชนียสถาน ซึ่งหากเมื่อท่านได้เข้าไปยังบริเวณของ สังเว ชนียสถาน ที่ประสูติของพระพุทธเจ้าแล้ว ท่านจะได้พบกับความร่มรื่น ความสงบ และน้อมรำลึกถึงพระพุทธองค์ และ พระนางสิริมหามายา ผู้เป็นเป็นพระมารดาในพระโคตมพุทธเจ้า ณ สังเว ชนียสถานที่ประสูติแห่งนี้

สังเว ชนียสถานแห่งที่ ๒ สังเว ชนียสถานที่ตรัสรู้

สังเว ชนียสถานแห่งที่ ๒ คือสถานที่ตรัสรู้นี้ แต่เดิมทีเดียวในสมัยพุทธกาลนั้น คือตำบลอุรุเวลาเสนานิคม เมืองคยา แคว้นมคธ ซึ่งมีเมืองราชคฤห์ เป็นเมืองหลวง ปัจจุบัน สังเว ชนียสถานที่ตรัสรู้นี้เรียก ตำบลพุทธคยา ขึ้นอยู่กับจังหวัดคยา (ห่างจากจังหวัดคยา ๑๒ กิโลเมตร) รัฐพิหาร มีเมืองหลวงชื่อ ปัฎนะ หรือ ปัฎนา พุทธคยานับเป็นพุทธ สังเว ชนียสถานที่สำคัญที่สุดและเป็นสถานที่ ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของชาวพุทธทั่วโลกเพราะเป็น สังเว ชนียสาถนที่เป็นจุดเริ่มต้นของพระพุทธศาสนา โดยเป็นสถานที่ที่เจ้าชายสิทธัตถะตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณเป็น สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ สังเว ชนียสถานแห่งนี้ นับเป็นเวลากว่า 2,500 ปีที่ สังเว ชนียสถาน นี้เป็นศูนย์รวมของจุดหมายในการแสวงบุญของชาวพุทธผู้มี ศรัทธาทั่วโลก พุทธคยามีชื่อเรียกอีกชื่อว่า วัดมหาโพธิ์ (Mahabodhi Temple) ห่างจากริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา 350 เมตร ปัจจุบัน พุทธคยาอยู่ในความดูแลของคณะกรรมการร่วมพุทธ-ฮินดู และยังได้รับการยกย่องจากองค์การยูเนสโกให้เป็นมรดกโลก ประเภทมรดกทางวัฒนธรรม ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2545 สังเว ชนียสถาน แห่งตำบลพุทธคยาในปัจจุบันเป็นพื้นที่อยู่ต่ำกว่าพื้นปกติเหมือนหลุมขนาด ใหญ่ เนื่องจากผ่านระยะเวลากว่าสองพันปี ดินและตะกอนจากแม่น้ำได้ทับถมจนพื้นที่ในบริเวณนี้สูงขึ้นกว่าในสมัยพุทธกาล หลายเมตร ทำให้ในปัจจุบันผู้ไปนมัสการ สังเว ชนียสถานแห่งนี้ต้องเดินลงบันไดกว่าหลาย สิบขั้น เพื่อถึงระดับพื้นดินเดิมที่เป็นฐานที่ตั้งพุทธสถานโบราณ ปัจจุบัน พุทธคยาได้รับการบูรณะและมีจุดแสวงบุญที่สำคัญ ๆ ที่ชาวพุทธนิยมไปสักการะ คือ “พระมหาโพธิเจดีย์” อนุสรณ์สถานแห่งการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีลักษณะเป็นเจดีย์ 4 เหลี่ยม สูง 170 ฟุต วัดโดยรอบฐานได้ 121.29 เมตร ภายในประดิษฐาน “พระพุทธเมตตา” พระพุทธรูปที่รอดจากการถูกทำลายจากพระเจ้าศศางกา เป็นที่เคารพศรัทธาของชาวพุทธทั่วโลก “พระแท่นวัชรอาสน” แปลว่า พระแท่นมหาบุรุษใจเพชร สร้างด้วยวัสดุหินทรายเป็นรูปหัวเพชรสี่เหลี่ยม กว้าง 4.10 นิ้ว 7.6 นิ้ว หนา 5 นิ้วครึ่ง ประดิษฐานอยู่ภายใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ เป็นพระแท่นจำลองขึ้นทับพระแท่นเดิมเพื่อเป็นหลักฐานยืนยันว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ ณ สังเว ชนียสถาน จุดนี้ ปัจจุบัน ประชาชนและรัฐบาลประเทศศรีลังกาได้อุทิศสร้างกำแพงแก้ว ทำด้วยทองคำแท้ ประดิษฐานรอบต้นพระศรีมหาโพธิ์และพระแท่นวัชรอาสน์ นอกจากนี้ บริเวณ สังเว ชนียสถาน พุทธคยาและโดยรอบยังมีสถานที่สำคัญมากมาย เช่น กลุ่มพระเจดีย์เสวยวิมุตติสุข สระมุจลินทร์ บ้านนางสุชาดา ถ้ำดงคสิริ (สถานที่เจ้าชายสิทธัตถะบำเพ็ญทุกกรกิริยา) รวมทั้งวัดพุทธนานาชาติ จึงนับได้ว่า สังเว ชนียสถาน ตำบลพุทธคยาเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่สำคัญที่สุดของนักแสวงบุญชาว พุทธทั่วโลก โดยแต่ละปีจะมีผู้แสวงบุญนับล้านคนเดินทางมานมัสการมหาพุทธสถานแห่งนี้ ในฐานะที่เป็น สังเว ชนียสถานศักดิ์สิทธิ์และสำคัญที่สุดของชาวพุทธ สถานที่อันเป็นจุดเริ่มต้นแห่งพระพุทธศาสนา และสถานที่ตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณแห่งองค์สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมา สัมพุทธเจ้า พระบรมมหาศาสดาของชาวพุทธทั้งมวล และเมื่อท่านได้มีโอกาสมากราบนมัการ สังเว ชนียสถาน แห่งการตรัสรู้แล้ว อย่าลืมนั่งสมาธิใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ เพื่อน้อมรำลึกถึงธรรมอันประเสริฐที่พระพุทธองค์ได้ตรัสรู้ ใต้ต้นโพธิ์ ณ สังเว ชนียสถานแห่งนี้

 

สังเว ชนียสถานแห่งที่ ๓ สังเว ชนียสถานที่แสดงปฐมเทศนา

สังเว ชนียสถานแห่งที่ ๓ คือ สถานที่แสดงปฐมเทศนา หรือสถานที่พระตถาคตเจ้าทรงยังพระอนุตรธัมจักให้เป็นไป สถานที่นี้อยู่ในป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ใกล้เมืองพาราณสี ปัจจุบัน สังเว ชนียสถานที่แสดงปฐมเทศนาเรียกว่าเมืองสารนาถ ห่างจากเมืองประมาณ ๘ กิโลเมตร ซึ่งเมืองพาราณสีนี้อยู่ห่างจากเมืองพุทธคยา สังเว ชนียสถานที่พระพุทธองค์ตรัสรู้ไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ ๒๐๐ กิโลเมตร

ปัจจุบัน สังเว ชนียสถาน ที่แสวงบุญในบริเวณสารนาถได้รับการขุดค้นบ้างเป็นบางส่วน บางส่วนก็ยังคงจมอยู่ใต้ดิน แต่ซากพุทธสถานสำคัญ ๆ ส่วนใหญ่ในพุทธประวัติก็ได้รับการขุดค้นขึ้นมาหมดแล้ว เช่น

๑. ธรรมเมกขสถูป สังเว ชนียสถาน ที่พระพุทธเจ้าแสดงปฐมเทศนาและประกาศส่งพระสาวกไปเผยแพร่พระศาสนา
๒. ยสสถูป สถานที่พระพุทธเจ้าทรงพบท่านยสะ ซึ่งต่อมาได้บรรลุเป็นพระอรหันตสาวกองค์ที่ 6 ในโลก พร้อมกับบิดาของท่านที่ได้บรรลุเป็นพระโสดาบัน เป็นอุบาสกคนแรกของโลก
๓. รากฐานธรรมราชิกสถูป สถานที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงอนัตตลักขณะสูตร และสถานที่เคยประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ
๔. พระมูลคันธกุฏี พระคันธกุฏีที่ประทับจำพรรษาของพระพุทธองค์ในพรรษาแรก
๕. ซากเสาพระเจ้าอโศกมหาราช ซึ่งหักเป็น 5 ท่อน ในอดีตเสานี้เคยมีความสูงถึง 70 ฟุต และบนยอดเสามีรูปสิงห์ 4 หัวอีกด้วย ปัจจุบันสิงห์ 4 หัว ได้เหลือรอดจากการทำลายและรัฐบาลอินเดียได้เก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์สารนาถ โดยสิงห์ 4 หัวนี้ ได้ถูกนำมาเป็นสัญลักษณ์ของประเทศอินเดีย และข้อความจารึกของพระเจ้าอโศกมหาราชที่จารึกไว้ใต้รูปสิงห์ดังกล่าวคือ “สตฺยเมว ชยเต” (หมายถึง “ความจริงชนะทุกสิ่ง”) และได้ถูกนำมาเป็นคำขวัญประจำชาติของประเทศอินเดียอีกด้วย นับได้ว่า สังเว ชียสถานที่แสดงปฐมเทศนาทำให้เกิดพระสงฆ์รูปแรกคือ พระอัญญาโกณฑัญญะ ทำให้มีพระรัตนตรัยครบองค์สามบริบูรณ์เป็นครั้งแรกในโลก คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ณ สังเว ชนียสถานแห่งนี้นี่เอง

 

สังเว ชนียสถานแห่งที่ ๔ สังเว ชนียสถานที่ดับขันธปรินิพพาน

สังเว ชนียสถานแห่งที่ ๔ คือ สถานที่ดับขันธปรินิพพาน ด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุดับไม่มีส่วนเหลือ คือทั้งกิเลส ทั้งเบญจขันธ์ดับหมด ตามปกติพระอรหันต์ทั่วไปๆไปจะนิพพาน ๒ ครั้ง คือ ครั้งแรกนั้นเป็นการดับกิเลส ส่วนเบญจขันธ์ยังอยู่ เรียกว่า สอุปาทิเสสนิพพาน หรือนิพพาน เมื่อยังมีชีวิตอยู่ เพียงแต่จิตเข้าสู่แดนพระนิพพานเท่านั้น เป็นจิตที่สะอาด ไม่มีกิเลส ไม่มีทุกข์แล้ว ดังเช่นพระพุทธเจ้า นิพพานครั้งแรกนี้เมื่อวันเพ็ญ เดือนวิสาขะ ก่อนพุทธศักราช ๔๕ ปี ส่วนนิพพานครั้งที่ ๒ ก็คือ อนุปาทิเสสนิพาน ดังได้กล่าวแล้วนั้นเอง

สังเว ชนียสถานที่นิพพานที่พุทธประวัติระบุว่า สาลวโนทยาน เมืองกุสินารา ปัจจุบัน สังเว ชนียสถานที่ดับขันธปรินิพพานมีสถูปและวิหารเป็นสัญลักษณ์ เป็นอุทยานที่ได้รับการรักษาจากทางการอินเดียเป็นอย่างดี มีต้นสาละและไม้อื่นปลูกอยู่ทั่วไป ให้ความร่มรื่นพอสมควรปัจจุบัน สังเว ชนียสถาน ณ เมืองกุสินาราได้รับการบูรณะ และมีปูชนียวัตถุสำคัญ ๆ ที่ชาวพุทธนิยมไปสักการะคือ

๑. “สถูปปรินิพพาน” สังเว ชนียสถานที่พระพุทธองค์เสด็จดับขันธปรินิพพาน เป็นสถูปแบบทรงโอคว่ำที่เป็นทรงพระราชนิยมในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช สร้างโดยพระเจ้าอโศกมหาราช บนสถูปมียอดมน มีฉัตรสามชั้น
๒. “มหาปรินิพพานวิหาร” ตั้งอยู่ด้านหน้าในฐานเดียวกันกับสถูปปรินิพพาน ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปปางเสด็จดับขันธปรินิพพาน(คือพระพุทธรูปนอนบรรทมตะแคงเบื้องขวา) ศิลปะมถุรา มีอายุกว่า 1,500 ปี ในจารึกระบุผู้สร้างคือ หริพละสวามี โดยนายช่างชื่อ ทินะ ชาวเมืองมถุรา ในปัจจุบันพระพุทธรูปองค์นี้ถือได้ว่าเป็นจุดหมายสำคัญที่ชาวพุทธจะมา สักการะ เพราะเป็นพระพุทธรูปที่มีพุทธลักษณะอันพิเศษคือเหมือนคนนอนหลับธรรมดา แสดงให้เห็นว่าพระพุทธองค์ได้เสด็จดับขันธปรินิพพานจากไปอย่างผู้หมดกังวลใน โลกทั้งปวง
๓. “มกุฏพันธนเจดีย์” อยู่ห่างจาก สังเว ชนียสถานปรินิพพานสถูปไปทางทิศตะวันออก 1 กิโลเมตร ชาวท้องถิ่นเรียก รัมภาร์สถูป เป็นสถานที่ถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระ มีสภาพเป็นเนินดินก่อด้วยอิฐขนาดใหญ่ ปัจจุบันรัฐบาลอินเดียได้เข้ามาบูรณะซ่อมแซมไว้อย่างดี

ปัจจุบันชาวพุทธทั่วโลกได้มาก่อสร้างวัดไว้มากมาย โดยมีวัดของไทยด้วย ชื่อ วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ ปัจจุบันชาวไทยที่มาสักการะ ณ กุสินารา นิยมมาพักที่นี่ ในส่วนพุทธสถานโบราณนั้น ปัจจุบันได้รับการบูรณะซ่อมแซมเป็นอย่างดีจากรัฐบาลอินเดีย โดยรอบมีสภาพเป็นสวนป่าสาละร่มรื่นเหมือนครั้งพุทธกาล ชวนให้เจริญศรัทธาแก่ผู้มาสักการะ สังเว ชนียสถานแห่งนี้ตลอดมาจนปัจจุบัน

นอกจาก พุทธ สังเว ชนียสถาน 4 ตำบล แล้ว ในเส้นทางแสวงบุญ ทัวร์ สังเว ชนียสถานของเรา ยังพาท่านไปเยี่ยมชมสถานะที่ต่างๆที่มีความเกี่ยวข้องกับพระพุทธเจ้า เช่น เมืองราชคฤห์ ที่มี เขาคิชกูฏ หนึ่งในเบญจคีรีที่พระพุทธองค์เสด็จขึ้นไปจำพรรษาเสมอ วัดเวฬุวนาราม วัดแห่งแรกของพระพุทธศาสนา เมืองไวสาลี ที่ประทับสุดท้ายที่ทรงปลงอายุสังขารก่อนเสด็จดับขันธปรินิพาน ทรงเดินพระบาทเปล่าจากเมืองนี้ไปยัง เมืองกุสินารา หรือ สังเว ชนียสถานปรินิพพาน รวมทั้งเมืองสารวัตถี ที่แม้ไม่ได้เป็นหนึ่งใน สังเว ชนียสถาน แต่มีสถานที่สำคัญคือวัดเชตะวันมหาวิหาร ที่พระพุทธองค์จำพรรษาอยู่เป็นเวลาถึง 16 ปี รวมทั้ง เมืองพาราณสี เพื่อสัมผัสวิถีชีวิตริมแม่น้ำคงคา จะเห็นได้ว่าเส้นทางทัวร์ สังเว ชนียสถาน นี้จัดขึ้นเพื่อให้ชาวพุทธได้มีโอกาสไปกราบสักการะ สังเว ชนียสถาน 4 แห่ง ซึ่งเป็นสถานที่ควรไปเคารพสักการะ ควรไปแสวงบุญ เพื่อให้เกิดความ สังเว ชและเกิดพุทธานุสติ อันจักนำมาซึ่งบุญกุศลและความปลาบปลื้มแช่มชื่นใจ จากเนื้อความในมหาปรินิพพานสูตร แสดงให้เห็นว่า สังเว ชนี ยสถานทั้งสี่นี้ได้เกิดขึ้นโดยคำแนะนำของพระพุทธองค์ ที่ได้ตรัสว่า ผู้ใดระลึกถึงพระองค์ พึงจาริกไปยัง สังเว ชนียสถานทั้งสี่นี้